ผิดที่ฉันเอง

posted on 03 Mar 2012 21:21 by yokuraku in Private
 
 
ฉันไม่ค่อยได้ใช้เวลาข้างหน้าต่างบานขวาสักเท่าไหร่แล้ว
มันเริ่มตั้งแต่ฉันขับรถเป็น...แน่อยู่ว่าฝั่งคนขับมีหน้าต่างบานขวา
แต่ใครจะมีเวลาทอดสายตา ละทิ้งสิ่งที่อยู่ข้างหน้าไปได้ล่ะ
 
 
เมื่อขับรถเป็นก็เหมือนว่าฉันโตขึ้นอีกก้าว มีความรับผิดชอบที่มากขึ้น
เพื่อที่จะพาตัวเองไปยังจุดหมายใดสักที่หนึ่งโดยเป็นคนบังคับทิศทางได้เอง
ไม่เหมือนกับการนั่งเกาะกระจกเป็นผู้โดยสาร ไม่ต้องมองไปข้างหน้า
ไม่ต้องสนใจทิศทาง เอาแค่ได้มองระหว่างทางและปล่อยความคิดไปอย่างเพลิดเพลิน
 
 
2ย่อหน้าแรก อาจเป็นคำเกริ่นแก้ตัวที่หายจาก "หน้าต่างบานขวา" ที่แห่งนี้ไปเสียนาน
จะว่าไปก็มีหลายสิ่งที่ผ่านเข้ามาและอยากถ่ายทอดตัวหนังสือลงที่นี้เหมือนกันนะ
แต่เราอาจจะไปสนใจอะไรบางสิ่งเยอะไป และเวลาที่เร่งรีบเกินไป
 
 
หรือเอาเข้าจริง วันนี้ไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ เลยอยากจะระบายอะไรสักอย่าง
ถ้ามองว่า ฉันเข้ามาไม่บ่อยเพราะมีไม่ค่อยมีเรื่องไม่สบายใจมาปลดปล่อย มันก็น่าจะเป็นเรื่องดี
 
 
แต่สุดท้ายการเขียนอ้อมค้อมอะไรอยู่เนิ่นนาน มันก็ไม่ได้ทำให้ใครรู้สักทีว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวฉัน
บางทีฉันก็ไม่กล้าพอที่จะเล่าความอ่อนแอและด้านมืดของตัวเองหรอก
 
 
แค่อยากจะบอกว่าไม่สบายใจ เรื่องที่โลกไม่รู้...อืม ไม่สิ อาจจะมีแค่โลกของคน2คนที่รู้
ฉันหนึ่งคน และใครอีกหนึ่งคน แต่บางทีฉันอาจจะเป็นคนที่ไม่สบายใจฝ่ายเดียวเสียมากกว่า
นั่นแหละ ยิ่งทำให้ฉันยิ่งทุกข์มากขึ้น ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกอะไรเลย
 
 
มันอาจจะเป็นเรื่องผิด อยากจะยืดอกรับว่าความผิดมันเริ่มต้นที่ตัวฉันเอง
ตอนนี้ที่เจ็บปวดทรมานมันอาจเป็นบทลงโทษจากการที่ฉันทำผิดในเรื่องนี้
แต่ฉันก็ไม่แน่ใจว่าก่อนหน้านี้ฉันทำอะไรผิดมากมายหรือ ที่ตอนนี้มันทรมานเหลือเกิน
บทลงโทษมันโหดร้ายกว่าสิ่งที่ฉันทำผิดเสียอีก
 
 
ฉันสำนึกแล้ว ฉันไม่ไ้ด้ตั้งใจ ฉันมั่นใจว่าเกิดมาไม่เคยทำตัวเป็นที่รังเกียจของสังคม
ฉันระวังตัว ฉันละอายต่อการทำผิดมาตลอดชีวิต แต่ครั้งนี้...มันไม่ควรมาเกิดขึ้นกับตัวฉันเลย
ฉันเจ็บมากแล้ว ฉันยังร้องไห้อยู่ทุกวัน โดยที่ไม่มีใครได้ล่วงรู้เลย
 
 
เมื่อไม่มีใครรู้ก็ไม่มีใครประนามตัวฉัน แต่ตอนนี้ฉันก็ละอายตัวเอง
วันที่ฉันบอกตัวเองว่ายอมแพ้ ฉันเจ็บ เจ็บที่สุด ทรมานที่สุด
เหมือนบางวันที่จะเข้มแข็งและผ่านมันมาได้ แต่สุดท้ายในวันที่อ่อนไหว
ฉันก็ตกอยู่ในวังวนเดิม ยังปล่อยให้เรื่องราววันเวลาที่่ผ่านมากรอเทปฉายวนไปวนมา
แล้วความเจ็บปวดก็ไม่เคยจากไปไหน
 
 
มันอาจเป็นวิธีการลงโทษตัวเองให้เข็ดหลาบ จดจำไปอีกนานแสนนาน
 
 
 
ปล. ฉันขอร้องเบื้องบน...ฉันอ่อนแอเกินไปที่จะต้องเผชิญหน้ากับเรื่องเลวร้ายแบบนี้
ขอฟ้า...ขอให้ฉันหลุดจากวังวนนี้เสียที และอย่าได้เกิดเรื่องแบบนี้กับฉันอีกเลย
 
 
 
 

on the way

posted on 06 Apr 2011 20:58 by yokuraku in Open-the-window, SomeThinks
 
 
 

Recent หน้าต่างบานขวา trip : on the way to Phuket
สิ่งสวยงามที่ได้พบ ณ ปลายทางก็แค่ผลพลอยได้
แต่สิ่งที่งดงามยิ่งกว่านั่นคือ ระหว่างทาง
 
 
 
 
 
ใครๆก็น่าจะชอบออกเดินทาง ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป
บ้างก็อยากไปเปิดโลกใหม่ บ้างก็อยากไปพักผ่อน
บ้างก็ไปเพื่อสะสมไมล์ของชีวิต

 
 
การได้เปลี่ยนบรรยากาศ หลีกหนีสิ่งเดิมๆ มันช่างเป็นเวลาที่แสนพิเศษที่สุด
และนั่นก็ทำให้เรารู้ว่า จุดหมายของการเดินทางเพื่อไปค้นพบสถานที่ที่สวยงามอาจไม่สำคัญแล้ว
เมื่ออยู่ๆเรารู้สึกตกหลุมรักเพื่อนร่วมทางคนหนึ่งที่ชื่อว่า...'ระหว่างทาง'
 
 
 
เค้าไม่ใช่แม้แต่ผู้นำที่จะพาเราไปถึงจุดหมายปลายทางที่ชัดเจน
แต่แค่ระหว่างที่ร่วมเดินไปกับเค้า เรากลับรู้สึกมีความสุขเป็นที่สุด
และเราก็เริ่มติดกับความสุขในรูปแบบนี้
 
 
 
บางความคิด ก็อยากทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นว่าจุดหมายใดที่เราควรต้องเดินมุ่งหน้าต่อไป
เลยแกล้งทำเป็นหลับหูหลับตา โอ้เอ้ถ่วงเวลาเพื่อจะได้เดินจูงมือ พูดคุย สบตากับระหว่างทางให้นานเท่านาน
รู้หรือเปล่าว่ามันมีเรื่องมากมายที่พรั่งพรู ได้เรียนรู้ ได้ต่อยอดความคิดซึ่งกันและกันอย่างไม่มีวันหยุด
 
 
 
แต่บางครั้ง ก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันนะ
ถ้าเรามัวแต่เพลิดเพลินกับสิ่งที่เป็นความสุขโดยที่มองไม่เห็นอนาคตเลย
และมัวแต่ชื่นชมระหว่างทางที่เรายินยอมปล่อยตัวปล่อยใจให้ไหลไป
ผลลัพธ์หรือรูปร่างหน้าตาของปลายทางนั้นมันจะออกมาเป็นอย่างไร?
 
 
 
ก็ไม่อยากนึกถึง ก็ยังอยากจะเป็นคนโง่ที่ยอมมีความสุขกับสิ่งที่อยู่ข้างกายเรา
ขอบคุณเรื่องราวระหว่างทางที่เกิดขึ้นทุกการเดินทางของชีวิต
การมีคุณอยู่ มันทำให้เส้นทางชีวิตของเราได้เรียนรู้และเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปได้อีกมากมาย
 
 
 
 

can't stand

posted on 07 Feb 2011 16:45 by yokuraku in Private
 
 
 
สถานะตอนนี้...เหมือนไม่มีพื้นที่ใดๆในโลกนี้ที่เหมาะให้เรายืนอยู่เลย
แม้กระทั่งอากาศ...ออกซิเจน...คงไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ...หรืออาจจะไม่อยากหายใจแล้ว
 
 
 

เชียงใหม่...please, leave me alone (4)

posted on 01 Jan 2011 19:17 by yokuraku in Chiangmai
 
 
ถึงแม้จะเป็นแค่ 20%ของการเดินทาง แต่มันถือว่ามันเป็นอาการลากยาวตั้งแต่มีชีวิตเกิดมาแล้ว
ฉะนั้น หัวข้อนี้เลยเป็นเรื่องใหญ่ คิดอะไรได้เยอะเพราะจากการเดินทางครั้งนี้
ทำให้เรารู้จักตัวเองชัดเจนขึ้นทั้งในด้านใหม่ๆ และด้านเชิงลึก
สิ่งที่เราเป็นมาตลอดชีวิตและเพิ่งค้นพบต้นตอนั่นคือ "เราเกลียดความผูกพัน"

ถือเป็นความโชคร้ายที่เกลียดสิ่งที่เกิดมาคู่กับสัตว์สังคมอย่างมนุษย์
 
 
เกิดมาลืมตาดูโลกอย่างน้อยความผูกพันมันก็ค่อยๆก่อตัวตั้งแต่กับพ่อแม่ของเราแล้ว
เพราะความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวมันกลายเป็นเรื่องลึกซึ้งจนก่อเกิดเป็นความผูกพัน
จนทำให้ตลอดการเดินทางทริปนี้สร้างความนอยด์ให้กับเราเป็นอย่างมาก
เมื่อพ่อแม่รู้ว่าลูกสาวออกมาเที่ยวไกลๆตัวคนเดียว พวกเค้าจึงโทร.หาเราทุกวันเช้า กลางวัน เย็น
เฮ้อ ยอมรับเลยว่าเป็นลูกที่แย่ เพราะรู้สึกรำคาญมากกกกกกก
แต่พอทุกครั้งที่วางสาย เราก็อดคิดมากทีหลังไม่ได้


"รู้งี้ เราน่าจะโกหกเค้าไปว่าเรามาเที่ยวกับเพื่อน พวกเค้าจะได้เป็นห่วง"
แต่ถ้าเราโกหก ก็กลายเป็นคนไม่ดีอีก มันเป็นปัญหาโลกแตกมาก เหมือนกับทำอะไรก็ผิดไปหมด
นี่แหละ เพราะความผูกพันที่มาจากคนที่เรารักและรักเรา

ถ้ามันเป็นแบบนี้เราไม่ควรจะเริ่มต้นความสัมพันธ์เพื่อผูกพันกับใครเลยดีมั้ย?
 
 
แต่โลกแห่งความเป็นจริงก็เปรียบเสมือนจักรวาลที่มีมนุษย์เป็นดาวเคราะห์ดวงเล็กๆโคจรไปมา
ถึงแม้ว่าตัวเราจะวาดวงกลมล้อมตัวเองว่านี่คือดวงดาวของฉัน
แต่มันก็ยังมีวงกลมที่เป็นดาวเคราะห์ของคนอื่นๆโคจรพาดผ่านอยู่เรื่อยๆ
เพราะฉะนั้นโลกของเรามันก็ไม่ใช่โลกของเรา100%
 
 
ถ้า ณ เวลานั้นดวงดาวของใครผ่านเข้ามายังดินแดนของเราและมีมิติของเวลามากพอ
จนมีโอกาสได้กระโดดข้ามเล่นแลกเปลี่ยนเยี่ยมชมดินแดนของกันและกัน
เมื่อเค้าคนนั้นก้าวเข้ามาสิ่งที่ฝากไว้มันไม่ใช่แค่รอยเท้า แต่คือร่องรอยแห่งความผูกพัน
สำหรับเราความผูกพันสามารถเกิดขึ้นได้ แม้อีกฝ่ายจะไม่รู้สึกเหมือนกับเราเลยก็ตาม
 
 
เมื่อความผูกพันได้งอกเงย เราจำเป็นต้องรับผิดชอบความรู้สึกที่พ่วงตามมา
ความผูกพันทำให้คนเรารู้สึกเป็นห่วงใยกันและกัน และแสดงออกด้วยความรู้สึกดีๆ
ถ้ามันเลือกจะเติบโตเป็นผลลัพธ์ที่ดีก็ดีไป แต่ถ้ามันเลี้ยวผิดทางก้าวเข้าหาความรู้สึกด้านลบล่ะ?
 
 
มันไม่แฟร์เลย ที่เราจะต้องมาใช้ความรู้สึกด้านลบในเมื่อเราไม่ได้ก่อขึ้นด้วยตัวเอง(คนเดียว)
ความสัมพันธ์ที่มากกว่าคน 1คน มันซับซ้อน เราต้องแคร์ความรู้สึกกับมนุษย์ร่วมโลกอีกหลายชีวิต
ยิ่งใครที่ผูกพันกับเรามาก เราก็ต้องยิ่งแคร์มาก เมื่อห่วงใยใครคนนึงมากก็เป็นพะวง กระวนกระวาย
โกรธ เลยเถิดถึงขั้นหึงหวง เพราะความผูกพันของคนสองคนจึงทำให้เกิดความรู้สึกต่างๆนานา
แต่เมื่อถึงเวลาก็จะมีเพียงคนแค่คนเดียวที่จะต้องรับผิดชอบความรู้สึกทั้งหมด มันยุติธรรมพอหรือเปล่า?
 
 
เราเกลียด "ความผูกพัน"
สิ่งที่ไม่สามารถบังคับไม่ให้มันเกิดขึ้น ซ้ำร้ายทำหน้าที่เหมาะสมกับความหมาย
คือทั้ง "ผูก" และ "พัน" มัดพันธนาการไว้อย่างแน่นหนา
 
 
วิธีหลีกเลี่ยงการก่อตัวของความผูกพันสำหรับเรา คือเบรกตัวเองไม่ให้เข้าใกล้การสร้างความสัมพันธ์
ด้วยการประพฤติตัวที่แห้งแล้งต่อคนรอบข้าง โดยเฉพาะคนที่สายใยแห่งความผูกพันมัดอย่างตราตรึง
เรายิ่งเย็นชากับพวกเค้า มันเป็นวิธีคิดที่ผิด แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่คนเราจะเกลียดกลัวหรือรักชอบ
ความรู้สึกอะไรที่ไม่เหมือนกัน และจบลงที่ด้วยการเลือกแสดงปฏิกริยานั้นๆแตกต่างกันออกไป
 
 
...
 
 
ตาสว่างกับด้านมืดของตัวเองในวันสุดท้ายขณะที่รถมุ่งหน้านำพาเรากลับกทม.
ทั้งหมดทั้งมวล ก่อนที่จะมาถึงเชียงใหม่เราอดภูมิใจล่วงหน้าไปแล้วไม่ได้
เพราะถ้าจบทริปครั้งนี้เราก็มีเรื่องยืดอกไปเล่าให้ใครต่อใครฟัง
เพื่อเสริมสร้างคาแรกเตอร์ความเป็นหญิงสาวผู้รักความสันโดษได้ชัดเจนมากขึ้น
หวังว่าใครๆก็คงจะชื่นชมในความห้าวหาญที่กล้าเดินทางเผชิญโลกกว้างอย่างโดดเดี่ยว
ไม่แคร์ที่จะต้องนั่งกินข้าวคนเดียว ไม่เหงาที่จะต้องเดินคนเดียวหรือทำอะไรต่อมิอะไรคนเดียว
เพราะแค่อยากจะขอโอกาสสักครั้งเพื่อวาดโลกของตัวเองได้เป็นวงกลมอย่างเต็มวง


แต่มุมกลับกันในความกล้าหาญที่ว่านั้นมันคงเป็นความอ่อนแอที่ตัวเราเองพยายามหลีกหนี "ความผูกพัน"