posted on 21 Jun 2009 21:18 by yokuraku in SomeThinks
สถานที่ทำงานตั้งอยู่ย่าน 5แยกที่ได้ชื่อว่ารถติดมาก
ทุกๆวันจะได้ยินเสียงคนรอบข้างเป็นอย่างน้อย 1คนบ่นออกมาว่า
"เช้านี้รถติดอย่างรุนแรง"
"วันนี้รถโคตรติดเลย"
"ทำไมวันนี้รถติดนักวะ"
จะบ่นอะไรก็ว่ากันไป
แต่ที่สังเกตก็คือ รถติดดูเป็นเรื่องปกติมากกว่าวันที่ถนนโล่ง
วันเปิดทำงาน...รถติด
เปิดเทอม...รถก็ติด
ครึ้มฟ้าครึ้มฝน...รถเลยติด
ฝนตก...รถติด
ตอนเที่ยงถึงบ่าย...รถติด
วันศุกร์สิ้นเดือน...รถติด
ขบวนเสด็จ...รถติด
เจาะถนน...รถติด
อุบัติเหตุ...รถก็ติด
วันพฤหัส...รถติด (กระเป๋ารถเมล์บอก)
รถติดทุกวันแหละ ไม่มีวันไหนรถไม่ติดเลย(ยกเว้นวันหยุด)
แต่เรื่องดีของมนุษย์นั่นก็คือ การพยายามหาเหตุผลให้เรื่องที่เราควบคุมไม่ได้
รถติด เพราะสารพัดสาเหตุ
อย่างน้อยการมีคำตอบ(แม้จะข้างๆคูๆ)มารองรับก็พอทำให้เราเบาใจขึ้นมาบ้าง
พอเรารู้แล้วว่า ฝนจะตกนะ หรือวันนี้วันศุกร์สิ้นเดือนนะ รถต้องติดแน่ๆ
เราก็จะได้เตรียมการล่วงหน้า หรือเผื่อใจเอาไว้บ้าง
ให้ทำอย่างไรล่ะ หงุดหงิดไปรถจะหายติดมั้ย?
posted on 24 May 2009 20:13 by yokuraku in SomeThinks
Intellectual artists can make only quality artistic work.
Stupid artists can make anything.
เจอประโยคนี้จากโปสการ์ดใบหนึ่ง
ลองถามตัวเองว่าเราเป็น artistแบบไหน
ถ้าจะให้ตอบก็คงตอบอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวว่า
"ชั้นก็เป็นStupid artistน่ะสิ"
แต่จริงๆแล้วดูเหมือนว่าเราจะ "actเป็น artist" โง่ๆที่อวดฉลาดเสียมากกว่า
โง่้มากที่คิดว่าตัวเองรู้อะไรเยอแยะ เยอะเกินจนสร้างกรอบและข้อจำกัดให้ตัวเอง
"อืมมม งานนี้คิดมาแล้วไม่ค่อยดี ห่วยแบบนี้ทำออกมาใครเห็นก็อายเค้า"
"งานนี้ก็ยังไม่ใช่ ไม่ต้องทำให้เสียเวลาหรอก"
มัวแต่คิดแบบนี้ สรุปก็คือว่า ยังไม่มีอะไรออกมาเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาเสียที
ตรงกันข้าม มีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งได้สอนให้ Really stupid artist อย่างเราให้ตาสว่างขึ้นมาบ้าง
เขาทำงาน จะผิดจะถูก จะใช่-ไม่ใช่ จะดีหรือไม่ดี เขาก็กล้าที่จะทำมันขึ้นมา
ไอ้การไม่แคร์ความไม่รู้ของเขานั่นแหละที่จะทำให้เขาค่อยๆสั่งสมประสบการณ์
ตัวเราก็เหลิงคิดว่าตัวเองฉลาดซะเหลือเกิน
โปรดจงคิดเสียใหม่...จะผิดจะถูก จะใช่-ไม่ใช่ จะดีหรือไม่ดี จงกล้าลงมือทำซะ
ไม่มีใครเริ่มเรียนรู้แล้วทำข้อสอบถูกหมดทุกข้อได้ในครั้งเดียวหรอกนะ!
posted on 22 May 2009 23:10 by yokuraku in Unknown
เช้าที่แม่ทำอาหารเช้าไว้ให้...ฉันช่างโชคดี
เช้าที่ได้ขึ้นรถเมล์ฟรี...ฉันช่างโชคดี
เช้าที่รถไม่ติด...ฉันช่างโชคดี
มีเพื่อนร่วมงานที่อารมณ์ขัน...ฉันช่างโชคดี
มีวันทำงานที่หัวเราะเสียงดังได้ทุกๆวัน...ฉันช่างโชคดี
เวลาเย็นที่รถเมล์มีเก้าอี้เหลือให้นั่ง...ฉันช่างโชคดี
กลับบ้านมามีป๊ากับแม่รออยู่...ฉันช่างโชคดี
posted on 18 Apr 2009 15:08 by yokuraku in SomeThinks
เลิกงานแล้ว ขณะที่ฉันเดินก้าวออกจากประตูออฟฟิศ
เส้นทางถนนข้างหน้าทำให้ฉันลังเลที่จะก้าวเดินต่อ
พระอาทิตย์คล้อยต่ำ บรรยากาศเริ่มสลัว ความรู้สึกแบบนั้นกลับมาอีกครั้ง....
ทำไมฟุตบาทตรงหน้านี้ถึงแวดล้อมด้วยบรรยากาศที่แสนโหดร้าย
จนแทบจะก้าวเดินต่อไปไม่ไหว แต่ก็ต้องกลั้นใจย่ำเท้าอย่างรวดเร็ว
พร้อมปิดปากเพื่อกล้ำกลืนความรู้สึกที่สุดผอืดผอมนี้เอาไว้
แต่แล้วความเจ็บปวดก็ยังแทรกซึมทิ่มแทงตลอดเส้นทาง
ทำเอาฉันกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว ยังโชคดีที่ค่อนข้างมืดแล้ว
คงไม่มีใครเห็นว่ามีคนคนนึงกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปพลางปาดน้ำตาไป
ระหว่างทางกลับบ้าน ฉันพยายามนึกดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ซึ่งมันก็คือวงจรทางอารมณ์เดิมๆ ที่ดันมาเกี่ยวเนื่องกับช่วงเวลาพระอาทิตย์ตก
ฉันเคยคิดไว้ว่า ทำไมยามเย็นเราถึงรู้สึกหดหู่ เศร้า เหงา อย่างไม่มีสาเหตุ
แต่อันที่จริงแล้วมันมีที่มา ที่(ฉันคิดว่า)อธิบายได้
ก็ในเมื่อเวลานั้นมันคือจุดเปลี่ยนผ่านจากสว่างสู่ความมืด
จากกลางวันเป็นกลางคืน จากเวลาทำงานเข้าสู่เวลาส่วนตัว
จุดนี้แหละเป็นช่วงเวลาในการประมวลผลสิ่งที่ทำผ่านมาในตลอดวัน
สมุดบันทึกความทรงจำ(ระยะสั้น)ค่อยๆเปิดออกทีละหน้า
ถ้ามีเรื่องอะไรติดค้างในใจในทางที่ไม่ดี มันก็จะพาลให้รู้สึกหดหู่
แกล้มไปกับบรรยากาศดวงอาทิตย์แดงสุกก่ำกำลังลาลับท้องฟ้า
ในหลายๆวันที่ผ่านมา สมุดบันทึกความทรงจำมันฟ้องว่า
มีบางอย่างสูญหายไปเพราะ"การเปลี่ยนแปลง"
มันเริ่มมาจาก มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่บริษัท
นโยบายใหม่ที่ทำให้พวกเรา ลูกจ้างทุกคนได้เปลี่ยนสถานที่ทำงานใหม่
ที่นั่งใหม่ ตึกใหม่ ย่านชุมชนธุรกิจแห่งใหม่
ฉันรู้อยู่แล้วว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับ
และก็เชื่อว่าทุกๆครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง มันย่อมนำสิ่งที่ดีมาด้วยเสมอ
แล้วก็เป็นเช่นนั้น เหมือนสถานที่แห่งใหม่จะดีขึ้น(กว่าเดิม)
สถานที่ทำงานกว้างขวางมากขึ้น มีสัดส่วนพื้นที่ทำงานมากขึ้น
มีpartitionกั้นชัดเจนทำให้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น
แต่...พื้นที่อันกว้างขวางก็ทำให้ฉันนั่งไกลห่างเพื่อนร่วมงานมากขึ้น
partitionที่กั้นเป็นสัดส่วนให้ความเป็นส่วนตัวแต่ก็ให้ความโดดเดี่ยวมาเป็นของแถมอีกด้วย
ลองย้อนนึกไปถึงสิ่งที่คุ้นเคยเมื่อวันวาน...
ออฟฟิศที่เกือบเหมือนรูหนู แทบจะขี่คอกันทำงาน
เสียงดังโหวกเหวกที่ทะลุทะลวงได้ทั่วทั้งออฟฟิศ
เพราะพื้นที่น้อยทำให้ลดช่องว่างบางอย่างจนเราสนิท+สนุกกันโดยไม่รู้ตัว
ซึ่งบรรยากาศเหล่านั้นได้อัดแน่นแทนพื้นที่ความเงียบงันและความเหงา
จนมาถึงวันนี้ทุกสิ่ง "เปลี่ยน"
เมื่อได้รับบางอย่างที่ดีขึ้นก็ต้องยอมเสียสิ่งดีบางอย่างทิ้งไปเหมือนกัน
ความสนิทสนมสนุกสนานค่อยๆลดน้อยลงไป
ก็ยังโชคดีกับบางคน...ความห่างทำให้เราแน่นแฟ้นกันมากขึ้น
แต่ก็น่าใจหายกับบางคน...ที่เคยสนิทก็กลายเป็นค่อยๆห่างกันออกไป
และโชคร้ายยิ่งกว่ากับบางคน...ที่ห่างกันอยู่แล้วก็ยิ่งไกลห่างกันออกไปอีก
เพราะช่องว่างที่ถ่างออกด้วยพื้นที่สุดกว้างขวาง
และpartitionที่แจงอาณาเขตส่วนตัวจนทำให้ไม่กล้าเดินล้ำดินแดนของบางคน
การเปลี่ยนแปลงที่ฉันเพิ่งจะรู้ตัวว่าสิ่งคุ้นชินได้สูญหายไปแบบไม่ทันรับมือ
จนวันนี้ถึงได้รู้สึกถึงความว้าเหว่โหวงเหวงเหมือนไม่เหลือใคร
ความเหงาตัวโตใหญ่พิกลคอยหลอกหลอนให้ฟูมฟายอยู่ทุกครั้ง
แต่จะให้ทำอย่างไร ในเมื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ทุกขณะ
สุดท้ายต้องเข้าใจ ยอมรับ แล้วก็ผ่านมันไปให้ได้
โลกส่วนตัวของฉันกับpartitionที่แน่นหนา
สักวัน...ฉันคงชินเอง