โอย...ตาบวมแดงก่ำไปหมดเลย นี่มันหนังอะไรกันนะ หนังอะไรกันที่มาบีบต่อมน้ำตาของฉันให้ล้นทะลักได้ขนาดนี้

 

 

 

 

รักแห่งสยาม ภาพยนตร์เรื่องนี้แหละ ที่ฉันยอมเสียน้ำตา (แห่งความปลาบปลื้ม) ให้อีกเรื่องหนึ่ง

 

ถ้าให้เอาบีกเกอร์มาวัดปริมาตรน้ำตา รักแห่งสยาม ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่ขึ้นครองตำแหน่งหนังกระชากน้ำตา (ของฉัน) ลบสถิติเรื่อง “Always: Sunset on 3rd Street” ไปซะแล้ว

 

 

หลังจากที่ดูหนังจบก็เข้าใจแล้วว่าทำไมต้อง รักแห่งสยาม เพราะมันไม่ใช่แค่หนังรักที่เกิดขึ้น ณ สยามสแควร์ ณ สยามเซ็นเตอร์ หรือ ณ เหนือสุดแดนสยาม (ที่ครอบครัวของโต้งไปเที่ยวด้วยกัน) แต่มันคือ รักแห่งสยามประเทศ รัก...ที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง รัก...ที่มีอยู่รอบตัว และรัก...ที่มีหลากหลายมุมมอง

 

 

เพราะฉันมีรัก, 80เปอร์เซ็นต์ของมุมมองความรักที่หลากหลายในหนังจึงสัมผัสเข้าถึงหัวใจของฉันไปซะเกือบทุกฉากทุกตอน และด้วยความเชื่อส่วนตัวที่ว่า

 

ความรักมีพลัง ความรักนำพาทุกสิ่ง

 

เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เนื้อหาของหนังก็ดันบังเอิญมาเออออห่อหมกร่วมแนวคิดของฉันด้วยซะนี่ มันก็เลยยิ่งประทับใจกันเข้าไปอีก :)

 

 

แต่ถึงแม้ฉันจะมีรัก แต่ฉันก็ยังบริหารความรักไม่ค่อยลงตัวสักเท่าไร โดยเฉพาะเรื่องความรักที่มีต่อคนในครอบครัว 

เมื่อครอบครัวของโต้งกลายเป็นภาพสะท้อนกลับมาสู่ครอบครัวของฉัน และนั่นก็เกิดเป็นคำถามที่ฉันคิดย้อนกลับมาถามตัวเอง

ความรักที่หยิบยื่นให้คนรอบตัว พวกเขาได้รับความรู้สึกนั้นเท่าที่ฉันได้ให้ไปหรือไม่? 

และฉันได้รับความรักจากใครๆที่ต้องการมอบรักให้ฉันอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง?

 

 

 

 

วิธีใช้จ่ายความรักของสุนีย์ (สินจัย เปล่งพานิช) ผู้เป็นแม่ คุ้มค่าหรือไม่?
ทุกๆวันหลังจากที่สุนีย์ขับรถไปส่งโต้งที่โรงเรียน แทนที่เธอจะขับรถไปทำงานเลยแต่เธอก็ยังแวะเข้าบ้าน เพื่อเตรียมอาหารเช้าให้สามี (ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี) แม้กระทั่งมื้อกลางวัน เธอยังต้องบึ่งรถมาจากที่ทำงานกลับมาจัดอาหารกลางวันให้สามีขี้เหล้าของเธออีก

 

 

แต่ด้วยการแสดงออกของสุนีย์ที่ออกจะแห้งแล้งและหยาบกร้านจนเกินไป การกระทำเหล่านั้นเลยไปบดบังและปิดกั้นความรู้สึกที่เรียกว่าความรักจนไม่สามารถส่งไปหาผู้รับได้

 

 

จนกระทั่งวันที่เธอได้พบคำตอบว่าเธอปฏิบัติต่อความรักรุนแรงเกินไป สุนีย์แวะมาส่งข้าวเช้าให้สามีตามปกติแต่สิ่งที่เพิ่มเติมมาก็คือประโยคที่เหมือนเป็นน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต

 

หัดกินข้าว กินยาด้วยล่ะ จะได้หายไวๆ

(ความหมายประมาณนี้ แต่คำพูดไม่ได้ตรงทีเดียว)

 

แค่คำพูดไม่กี่คำนี่แหละที่เป็นเหมือนสายฝนราดรดลงบนพื้นที่ที่แห้งแล้งตายซากมานานแสนนานให้ชุ่มฉ่ำและเอ่อล้นจนทะลักไปถึงต่อมน้ำตาของสามี และก็บังเอิญสายฝนนั้นสาดกระเซ็นเข้าที่ดวงตาของคนดูอย่างฉันด้วยเช่นกัน :)

 

 

 

 

เพราะเราคุ้นชินกับคนใกล้ตัวใช่หรือไม่? เราเลยมักจะเฉยชาต่อการแสดงออกซึ่งความรักให้กับคนรอบตัวของเรา?

 

 

 

 

 

 

มองกลับอีกมุมหนึ่ง, ผู้ที่ได้รับความรักอย่างโต้ง ได้เข้าใจและได้สัมผัสความรักของผู้เป็นแม่ได้เต็มที่หรือยัง?

หากเข้าใจและยอมแหวกม่านหมอกบางๆนั้นออกไป ก็จะรู้ว่ามีความรักมากมายรอให้เราเปิดรับเข้าไปในดวงใจ

 

 

 

เราทุกคนต่างมีความรัก มีหน้าที่เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับความรัก คุณทำหน้าที่เหล่านี้ได้ดีแล้วหรือยัง?

 

 

 

 

ปล.1 ตอนที่เดินออกจากโรงภาพยนตร์รู้สึกเหมือนจูน (พลอย ไลลา) เดินมาบอกเบาๆข้างหู ตอกย้ำด้วยประโยคเดียวกันที่พูดกับโต้ง ครอบครัวนายเจ๋งที่สุดเลย ดูแลกันดีๆล่ะ!”

 

ปล.2 มุมมองความรักของหนุ่มสาว เอ่อ หรือ หนุ่มหนุ่ม หรือ สาวสาว อะไรก็ตามแต่ ไม่เขียนถึงนะคะ เพราะถ้าไม่รัก ก็เขียนไม่ได้ :)

 

                

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ความจริงใจนั้นสื่อสารกันลำบากครับ ครอบครัวของสุนีย์-กรณ์-โต้ง เป็นตัวอย่างหนึ่งของครอบครัวนับพันในสังคมเมืองที่ขาดการสื่อสารความรัก
ก็ได้แต่หวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะสื่อสารให้คนที่ได้รับชมให้เข้าใจถึงความรักในครอบครัวได้มากขึ้น

ส่วนตัวผมเข้าไปดู แล้วย้อนดูตัว เหมือนตัวเองเป็นมิวมากกว่าครับ double wink

#1 By Neuropanda on 2007-12-02 14:37

เป็นอีกมุมมองหนึ่่งที่ได้อ่านจากคนที่ไปดูหนังเรื่องนี้ confused smile คิดดีจังเลยค่ะ Hot!

#2 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-12-02 14:42

เมื่อกี้ได้อ่านบทความของคุณพล พะยาบ ในคอลัมน์ อาทิตย์เธียเตอร์ มติชนวันอาทิตย์ www.aloneagain.bloggang.com แล้วรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มีมิติที่ซ่อนเร้นอยู่อีกมาก สมกับความเป็นหนังดีเรื่องหนึ่งทีเดียว

#3 By รัตนาดิศร on 2007-12-02 15:20