ทุกคนมีรัก : เราต่างเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ
posted on 02 Dec 2007 14:32 by yokuraku in Reel-for-Life
โอย...ตาบวมแดงก่ำไปหมดเลย นี่มันหนังอะไรกันนะ หนังอะไรกันที่มาบีบต่อมน้ำตาของฉันให้ล้นทะลักได้ขนาดนี้
“รักแห่งสยาม” ภาพยนตร์เรื่องนี้แหละ ที่ฉันยอมเสียน้ำตา (แห่งความปลาบปลื้ม) ให้อีกเรื่องหนึ่ง
ถ้าให้เอาบีกเกอร์มาวัดปริมาตรน้ำตา “รักแห่งสยาม” ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่ขึ้นครองตำแหน่งหนังกระชากน้ำตา (ของฉัน) ลบสถิติเรื่อง “Always: Sunset on 3rd Street” ไปซะแล้ว
หลังจากที่ดูหนังจบก็เข้าใจแล้วว่าทำไมต้อง “รักแห่งสยาม” เพราะมันไม่ใช่แค่หนังรักที่เกิดขึ้น ณ สยามสแควร์ ณ สยามเซ็นเตอร์ หรือ ณ เหนือสุดแดนสยาม (ที่ครอบครัวของโต้งไปเที่ยวด้วยกัน) แต่มันคือ “รักแห่งสยามประเทศ” รัก...ที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง รัก...ที่มีอยู่รอบตัว และรัก...ที่มีหลากหลายมุมมอง
เพราะฉันมีรัก, 80เปอร์เซ็นต์ของมุมมองความรักที่หลากหลายในหนังจึงสัมผัสเข้าถึงหัวใจของฉันไปซะเกือบทุกฉากทุกตอน และด้วยความเชื่อส่วนตัวที่ว่า
“ความรักมีพลัง” “ความรักนำพาทุกสิ่ง”
เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เนื้อหาของหนังก็ดันบังเอิญมาเออออห่อหมกร่วมแนวคิดของฉันด้วยซะนี่ มันก็เลยยิ่งประทับใจกันเข้าไปอีก :)
แต่ถึงแม้ฉันจะมีรัก แต่ฉันก็ยังบริหารความรักไม่ค่อยลงตัวสักเท่าไร โดยเฉพาะเรื่องความรักที่มีต่อคนในครอบครัว
เมื่อครอบครัวของโต้งกลายเป็นภาพสะท้อนกลับมาสู่ครอบครัวของฉัน และนั่นก็เกิดเป็นคำถามที่ฉันคิดย้อนกลับมาถามตัวเอง
ความรักที่หยิบยื่นให้คนรอบตัว พวกเขาได้รับความรู้สึกนั้นเท่าที่ฉันได้ให้ไปหรือไม่?
และฉันได้รับความรักจากใครๆที่ต้องการมอบรักให้ฉันอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง?
วิธีใช้จ่ายความรักของสุนีย์ (สินจัย เปล่งพานิช) ผู้เป็นแม่ คุ้มค่าหรือไม่?
ทุกๆวันหลังจากที่สุนีย์ขับรถไปส่งโต้งที่โรงเรียน แทนที่เธอจะขับรถไปทำงานเลยแต่เธอก็ยังแวะเข้าบ้าน เพื่อเตรียมอาหารเช้าให้สามี (ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี) แม้กระทั่งมื้อกลางวัน เธอยังต้องบึ่งรถมาจากที่ทำงานกลับมาจัดอาหารกลางวันให้สามีขี้เหล้าของเธออีก
แต่ด้วยการแสดงออกของสุนีย์ที่ออกจะแห้งแล้งและหยาบกร้านจนเกินไป การกระทำเหล่านั้นเลยไปบดบังและปิดกั้นความรู้สึกที่เรียกว่าความรักจนไม่สามารถส่งไปหาผู้รับได้
จนกระทั่งวันที่เธอได้พบคำตอบว่าเธอปฏิบัติต่อความรักรุนแรงเกินไป สุนีย์แวะมาส่งข้าวเช้าให้สามีตามปกติแต่สิ่งที่เพิ่มเติมมาก็คือประโยคที่เหมือนเป็นน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต
“หัดกินข้าว กินยาด้วยล่ะ จะได้หายไวๆ”
(ความหมายประมาณนี้ แต่คำพูดไม่ได้ตรงทีเดียว)
แค่คำพูดไม่กี่คำนี่แหละที่เป็นเหมือนสายฝนราดรดลงบนพื้นที่ที่แห้งแล้งตายซากมานานแสนนานให้ชุ่มฉ่ำและเอ่อล้นจนทะลักไปถึงต่อมน้ำตาของสามี และก็บังเอิญสายฝนนั้นสาดกระเซ็นเข้าที่ดวงตาของคนดูอย่างฉันด้วยเช่นกัน :)
เพราะเราคุ้นชินกับคนใกล้ตัวใช่หรือไม่? เราเลยมักจะเฉยชาต่อการแสดงออกซึ่งความรักให้กับคนรอบตัวของเรา?
มองกลับอีกมุมหนึ่ง, ผู้ที่ได้รับความรักอย่างโต้ง ได้เข้าใจและได้สัมผัสความรักของผู้เป็นแม่ได้เต็มที่หรือยัง?
หากเข้าใจและยอมแหวกม่านหมอกบางๆนั้นออกไป ก็จะรู้ว่ามีความรักมากมายรอให้เราเปิดรับเข้าไปในดวงใจ
เราทุกคนต่างมีความรัก มีหน้าที่เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับความรัก คุณทำหน้าที่เหล่านี้ได้ดีแล้วหรือยัง?
ปล.1 ตอนที่เดินออกจากโรงภาพยนตร์รู้สึกเหมือนจูน (พลอย ไลลา) เดินมาบอกเบาๆข้างหู ตอกย้ำด้วยประโยคเดียวกันที่พูดกับโต้ง “ครอบครัวนายเจ๋งที่สุดเลย ดูแลกันดีๆล่ะ!”
ปล.2 มุมมองความรักของหนุ่มสาว เอ่อ หรือ หนุ่มหนุ่ม หรือ สาวสาว อะไรก็ตามแต่ ไม่เขียนถึงนะคะ เพราะถ้าไม่รัก ก็เขียนไม่ได้ :)
คิดดีจังเลยค่ะ
ก็ได้แต่หวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะสื่อสารให้คนที่ได้รับชมให้เข้าใจถึงความรักในครอบครัวได้มากขึ้น
ส่วนตัวผมเข้าไปดู แล้วย้อนดูตัว เหมือนตัวเองเป็นมิวมากกว่าครับ
#1 By Neuropanda on 2007-12-02 14:37