Reel-for-Life



-ฉันรักเธอคนเดียว ไม่อาจคิดรักใครได้อีก
-จะมีเธอคนเดียว เพียงเธอคนเดียวเสมอไป
-สัญญานะว่าจะดูแลกันตลอดไป



คำพูดหวานๆ, หนึ่งในท่อนเพลงที่ทำให้อบอุ่นหัวใจ
หรือจะเป็นประโยคซึ้งๆจากภาพยนตร์รักโรแมนติก
อยากจะรู้จังว่า จะมีใครที่พูดแล้วทำได้จริงอย่างที่บอกกล่าวมั้ย?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หนังเรื่อง Happy Birthday ทำให้เราเห็นอะไรบางอย่างจาก...
ชายหนุ่มอย่าง "เต็น" ผู้มั่นคงในรักที่มีต่อ "เภา" คนรักสาว
เรื่องราวจะจบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง เป็นหนังรักโรแมนติกที่สวยงาม
ถ้าเธอคนนั้นยังมีลมหายใจ อ้อ ไม่สิ เธอยังมีลมหายใจ ชีพจรยังคงเต้น
แต่เธอได้กลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา ไม่มีการรับรู้ ไม่มีการตอบสนองใดๆทั้งสิ้น
ถึงแม้ทางการแพทย์ถือว่า เภา ได้เป็นบุคคลที่สิ้นชีวิตไปแล้ว
แต่เต็นยังคงมีความหวังว่าเธอจะฟื้นตื่นลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
เขารอวันนั้น เพื่อพิสูจน์ให้คนรักได้เห็นว่าเขายังคงรักษาสัญญาที่เคยให้กันไว้



ในชีวิตจริง เราทำตามคำมั่นสัญญาแบบนั้นได้เนิ่นนานสักเท่าไหร่กัน?
อันที่จริงก็ไม่ใช่แค่เรื่องความรักเพียงอย่างเดียว มันหมายถึงทุกๆเรื่องในชีวิต
จะว่าไปก็เหมือน "อุดมการณ์" การที่คนคนนึงมีความมุ่งมั่นตั้งใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
โดยที่พยายามข้ามกรอบเงื่อนไขของโลกความเป็นจริง

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เราชอบหลายๆฉากในเรื่อง เช่น ภาพสวยๆจากสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆทั่วประเทศไทย
และอีกโมเมนต์หนึ่งที่เป็นช่วงมืดหม่นของ เต็น ที่ต้องดูแลเจ้าหญิง(นิทรา)ของเขา
มันเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาภายในจิตใจ



เรื่องของ "คำสัญญา" และ "ความเป็นจริง"
ที่พยายามบีบเค้นให้ เต็น ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกสิ่งใด
สภาวะช่วงนั้นเป็นความน่าอึดอัดที่เป็นเหตุเป็นผลให้เต็นหาทางระบายความอัดอั้นนั้น
ไม่ว่าจะเป็นการปั่นจักรยานพุ่งลงสระน้ำ การพยายามแกะปมลวด(ที่ดูเหมือนว่ายิ่งแก้ก็ยิ่งผูกกันแน่น)

 


นั่นคงเป็นเพราะ โลกความเป็นจริงกำลังปลุกเต็นให้ตื่นจาก อุดมการณ์ (ที่ยึดมั่นในคำสัญญา)
อุดมการณ์บางอย่างอยู่รอดบนโลกความจริงได้
แต่ก็มีอุดมการณ์หลายๆอย่างที่เคยมีตัวตน แต่ไม่นานนักมันก็กลายเป็นแค่ความคิดที่จับต้องไม่ได้



บทสรุปของหนัง เราไม่แน่ใจว่า อุดมการณ์ ความยึดมั่นถือมั่นของเต็น ประสบผลสำเร็จหรือไม่
แต่นั่นมันคือโลกของหนัง แล้วโลกความเป็นจริง อุดมการณ์์ของใครบ้างกินได้นานแค่ไหน?






 

 

(สปอยล์นิดหน่อยมั้ง)

Kung Fu Panda - กังฟู แพนด้า จอมยุทธ์พลิกล็อค ช็อคยุทธภพ

 

กังฟูแพนด้าในวันนี้อาจไม่ใช่การ์ตูนอนิเมชั่นที่ชวนหัวเราะสำหรับเรา
ตั้งแต่ต้นเรื่องขึ้นมา น่าขำตรงไหน เจ้าโป หมีแพนด้าตัวอ้วนพีพยายามปีนป่ายบันไดสูงชันนับพันขั้น
เพื่อจะได้ไปดูเหล่าเซียนกังฟูท้าประลอง หมีแพนด้าตัวนั้นพยุงหุ่นอุ้ยอ้ายของตัวเองอย่างทุลักทุเล
อาจดูน่าขัน จนสร้างเสียงหัวเราะจากคนดูได้สนั่นโรง
แต่ไม่ใช่เรา ยิ่งทุกคนหัวเราะ น้ำใสๆในดวงตาของเรายิ่งไหลล้นทะลัก



นั่นคือความพยายามของเจ้าหมีแพนด้านะ
เรากำลังนั่งขำกับความตั้งใจของใครสักคนหนึ่งงั้นหรือ?
จะว่าไปก็อาจเป็นเพราะเราดันตีตั๋วพาอารมณ์ส่วนตัวมานั่งดูเป็นเพื่อน 
คนกำลังเศร้าจะดูหนังตลกแค่ไหนก็เศร้าได้ (แต่ไม่คิดว่าจะถึงขั้นบ่อน้ำตาแตกได้ขนาดนี้ T__T)



Be Your Own Hero – จงเชื่อว่าเราทำได้
เพราะมนุษย์เชื่อว่ามนุษย์บินได้ โลกนี้เลยมีเครื่องบิน
เพราะแพนด้าโปเชื่อว่าตัวเองหัดกังฟูได้ แพนด้าธรรมดาๆก็กลายเป็นนักรบมังกร



เราควรเชื่อในตัวเองใช่มั้ย ถ้าเราเชื่อว่าเราทำได้ เราก็ต้องทำได้
หนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกดีจากหลายๆฉากหลายๆตอนที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงกำลังใจของเรา



คนอื่นทำได้ เราก็ต้องทำได้
ประโยคเหล่านี้ยังวนเวียนอยู่ในความคิดเราเสมอ
แต่...ถ้าท่านปรมาจารย์เซียนเต่า เดินมาบอกให้เรากลับไปขายก๋วยเตี๋ยวดีกว่าการเป็นนักรบมังกรล่ะ
แพนด้าก็เสีย(กำลัง)ใจเหมือนกันนะ T__T



ขายก๋วยเตี๋ยวก็ทำได้ แต่ก็ยังอยากเป็นนักรบมังกร
ลานฝึกกังฟูอยู่บนเขาตระหง่านเบื้องหน้าจะวางกระชอนลวกก๋วยเตี๋ยวแล้วปีนป่ายขึ้นไปสู้อีกสักครั้งมั้ย ?

 

Kung Fu Panda - กังฟู แพนด้า จอมยุทธ์พลิกล็อค ช็อคยุทธภพ

 

 

 

 

 

เมื่อหนังเริ่มดำเนินเรื่องไปประมาณ 30 นาทีแรก
ฉันนั่งเกร็ง ตัวเริ่มสั่นเทา ลุ้นระทึกไปกับฉากการออกล่าแมนเนค(ช้างแมมมอธ)ของ “ดีเลห์”
นักล่าหนุ่มผู้ถูกพ่อทอดทิ้งตั้งแต่เยาว์วัย ซึ่งทุกคนในหมู่บ้านต่างเข้าใจว่าพ่อของดีเลห์ขี้ขลาด
หนีหายไปจากเผ่าเพราะกลัวคำทำนายที่ว่าจะมีนักรบปิศาจมาทำลายล้างชนเผ่า
และนั่นก็กลายเป็นปมในใจของดีเลห์ตลอดมา

แน่นอน,การออกสนามรบ(ล่าช้างแมมมอธ)ครั้งแรกของเขาย่อมจะต้องมีความประหวั่นพรั่นพรึง และสั่นเทาอยู่ลึกๆข้างในจิตใจ 

แต่เพราะ"หน้าที่"ใช่ไหม?...
ทำให้เขาจำเป็นต้องเรียกความฮึกเหิมในตัวเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกหวาดกลัว

แล้วเขาก็ได้กลายเป็นผู้นำของเหล่านักล่า พร้อมทั้งได้ครอบครอง “เอโวเล็ต” หญิงงามนัยน์ตาสีฟ้า ที่เขาหมายปองมานานแสนนาน

 

เมื่อคำทำนายที่ว่านั้นดำเนินมาถึง นักรบปิศาจบุกชิงตัวคนในหมู่บ้านออกไปและหนึ่งในนั้นก็คือ เอโวเล็ต เมื่อเป็นเช่นนี้ หนุ่มน้อยนักล่าผู้ขี้ขลาดจึงต้องตัดสินใจออกเดินทางตามหานางผู้เป็นที่รัก

เพราะ"ความรัก"ใช่ไหม?...
ที่ทำให้เขาต้องลืมความหวาดกลัวในจิตใจเพื่อนำสิ่งที่รักกลับมา

 

การเดินทางของดีเลห์ ก็คงเหมือนกับการเดินทางของชีวิตทุกๆคน
ระหว่างทางต้องเจออุปสรรคมากมาย
มันเปรียบดั่งบทเรียนที่ไต่ระดับความยากขึ้น ยากขึ้น
มีเหนื่อย มีท้อแท้ แต่ถ้าหยุดเดินเราอาจล้มตายกลางทะเลทรายที่ร้อนระอุ
และถ้าหากถอยหลังกลับก็เท่ากับว่าเวลาที่เริ่มออกเดินมันศูนย์เปล่า

แต่ด้วยพลังแห่งความรัก ความมุ่งมั่นในตัวเองเท่านั้น ที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนให้“สู้ยิบตา”

 

ทุกครั้งที่ดีเลห์เงื้อหอกพุ่งใส่สัตว์ร้าย แววตาของเขาแฝงไปด้วยความหวาดกลัว
และถ้าหากตัดสินใจช้าไปเพียงเสี้ยววินาที นักล่าอาจจะกลายเป็นผู้ถูกล่าเสียเอง

มันก็เหมือนกับสนามรบชีวิต
ทุกครั้งที่ฉันก้าวเดินลงไปก็มักจะพกพาอาการหวาดกลัวตัวเกร็งติดไปด้วยเสมอ
แต่อย่างไรแล้ว ท้ายที่สุดก็ต้องสู้เอาหัวชนฝาทุกครั้งไป

นั่นเป็นเพราะด้วยพลังแห่งความรัก ความมุ่งมั่นในตัวเองเท่านั้น ที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนให้“สู้ยิบตา”

 

บทสรุปของหนังอยู่ในฉากสุดท้าย
ฉันรู้สึกได้ว่าไม่มีความกลัวแฝงไว้ในแววตาของดีเลห์อีกต่อไป
หอกหลาวที่พุ่งออกไปคือจิตวิญญาณแห่งผู้กล้า ที่ไม่ใช่เป็นการต่อสู้เพื่อเอาชนะสัตว์ร้าย
แต่มันเป็นการต่อสู้เพื่อเอาชนะจินตนาการที่เขา(หรือใครๆ)สร้างขึ้นมาเองโดยตลอด


หลังจาก “ความกลัว” ได้พ่ายแพ้ต่อ “จิตใจ”


“He’s not GOD”
เขาได้ตะโกนกู่ร้องบอกทุกคนว่าถึงเวลาแล้ว
ที่เราจะประกาศอิสรภาพเพื่อหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งความหวาดกลัว

 

“ความกลัว” เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง
“พระเจ้า” เป็นเพียงแค่จินตนาการ

ขอบคุณ 10000 B.C. ขอพลังความกล้าจงสถิตย์กับนักรบ(เช่นคุณ)ทุกคน

 

 

 

 

 

 

โอย...ตาบวมแดงก่ำไปหมดเลย นี่มันหนังอะไรกันนะ หนังอะไรกันที่มาบีบต่อมน้ำตาของฉันให้ล้นทะลักได้ขนาดนี้

 

 

 

 

รักแห่งสยาม ภาพยนตร์เรื่องนี้แหละ ที่ฉันยอมเสียน้ำตา (แห่งความปลาบปลื้ม) ให้อีกเรื่องหนึ่ง

 

ถ้าให้เอาบีกเกอร์มาวัดปริมาตรน้ำตา รักแห่งสยาม ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่ขึ้นครองตำแหน่งหนังกระชากน้ำตา (ของฉัน) ลบสถิติเรื่อง “Always: Sunset on 3rd Street” ไปซะแล้ว

 

 

หลังจากที่ดูหนังจบก็เข้าใจแล้วว่าทำไมต้อง รักแห่งสยาม เพราะมันไม่ใช่แค่หนังรักที่เกิดขึ้น ณ สยามสแควร์ ณ สยามเซ็นเตอร์ หรือ ณ เหนือสุดแดนสยาม (ที่ครอบครัวของโต้งไปเที่ยวด้วยกัน) แต่มันคือ รักแห่งสยามประเทศ รัก...ที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง รัก...ที่มีอยู่รอบตัว และรัก...ที่มีหลากหลายมุมมอง

 

 

เพราะฉันมีรัก, 80เปอร์เซ็นต์ของมุมมองความรักที่หลากหลายในหนังจึงสัมผัสเข้าถึงหัวใจของฉันไปซะเกือบทุกฉากทุกตอน และด้วยความเชื่อส่วนตัวที่ว่า

 

ความรักมีพลัง ความรักนำพาทุกสิ่ง

 

เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เนื้อหาของหนังก็ดันบังเอิญมาเออออห่อหมกร่วมแนวคิดของฉันด้วยซะนี่ มันก็เลยยิ่งประทับใจกันเข้าไปอีก :)

 

 

แต่ถึงแม้ฉันจะมีรัก แต่ฉันก็ยังบริหารความรักไม่ค่อยลงตัวสักเท่าไร โดยเฉพาะเรื่องความรักที่มีต่อคนในครอบครัว 

เมื่อครอบครัวของโต้งกลายเป็นภาพสะท้อนกลับมาสู่ครอบครัวของฉัน และนั่นก็เกิดเป็นคำถามที่ฉันคิดย้อนกลับมาถามตัวเอง

ความรักที่หยิบยื่นให้คนรอบตัว พวกเขาได้รับความรู้สึกนั้นเท่าที่ฉันได้ให้ไปหรือไม่? 

และฉันได้รับความรักจากใครๆที่ต้องการมอบรักให้ฉันอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง?

 

 

 

 

วิธีใช้จ่ายความรักของสุนีย์ (สินจัย เปล่งพานิช) ผู้เป็นแม่ คุ้มค่าหรือไม่?
ทุกๆวันหลังจากที่สุนีย์ขับรถไปส่งโต้งที่โรงเรียน แทนที่เธอจะขับรถไปทำงานเลยแต่เธอก็ยังแวะเข้าบ้าน เพื่อเตรียมอาหารเช้าให้สามี (ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี) แม้กระทั่งมื้อกลางวัน เธอยังต้องบึ่งรถมาจากที่ทำงานกลับมาจัดอาหารกลางวันให้สามีขี้เหล้าของเธออีก

 

 

แต่ด้วยการแสดงออกของสุนีย์ที่ออกจะแห้งแล้งและหยาบกร้านจนเกินไป การกระทำเหล่านั้นเลยไปบดบังและปิดกั้นความรู้สึกที่เรียกว่าความรักจนไม่สามารถส่งไปหาผู้รับได้

 

 

จนกระทั่งวันที่เธอได้พบคำตอบว่าเธอปฏิบัติต่อความรักรุนแรงเกินไป สุนีย์แวะมาส่งข้าวเช้าให้สามีตามปกติแต่สิ่งที่เพิ่มเติมมาก็คือประโยคที่เหมือนเป็นน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต

 

หัดกินข้าว กินยาด้วยล่ะ จะได้หายไวๆ

(ความหมายประมาณนี้ แต่คำพูดไม่ได้ตรงทีเดียว)

 

แค่คำพูดไม่กี่คำนี่แหละที่เป็นเหมือนสายฝนราดรดลงบนพื้นที่ที่แห้งแล้งตายซากมานานแสนนานให้ชุ่มฉ่ำและเอ่อล้นจนทะลักไปถึงต่อมน้ำตาของสามี และก็บังเอิญสายฝนนั้นสาดกระเซ็นเข้าที่ดวงตาของคนดูอย่างฉันด้วยเช่นกัน :)

 

 

 

 

เพราะเราคุ้นชินกับคนใกล้ตัวใช่หรือไม่? เราเลยมักจะเฉยชาต่อการแสดงออกซึ่งความรักให้กับคนรอบตัวของเรา?

 

 

 

 

 

 

มองกลับอีกมุมหนึ่ง, ผู้ที่ได้รับความรักอย่างโต้ง ได้เข้าใจและได้สัมผัสความรักของผู้เป็นแม่ได้เต็มที่หรือยัง?

หากเข้าใจและยอมแหวกม่านหมอกบางๆนั้นออกไป ก็จะรู้ว่ามีความรักมากมายรอให้เราเปิดรับเข้าไปในดวงใจ

 

 

 

เราทุกคนต่างมีความรัก มีหน้าที่เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับความรัก คุณทำหน้าที่เหล่านี้ได้ดีแล้วหรือยัง?

 

 

 

 

ปล.1 ตอนที่เดินออกจากโรงภาพยนตร์รู้สึกเหมือนจูน (พลอย ไลลา) เดินมาบอกเบาๆข้างหู ตอกย้ำด้วยประโยคเดียวกันที่พูดกับโต้ง ครอบครัวนายเจ๋งที่สุดเลย ดูแลกันดีๆล่ะ!”

 

ปล.2 มุมมองความรักของหนุ่มสาว เอ่อ หรือ หนุ่มหนุ่ม หรือ สาวสาว อะไรก็ตามแต่ ไม่เขียนถึงนะคะ เพราะถ้าไม่รัก ก็เขียนไม่ได้ :)